ประตูชัยจากจุดโทษ ฟุตบอลโลกปี 1990

แต่เมื่อเหลือเพียง 5 นาทีสุดท้าย ฝันของทีมฟ้าขาวก็ต้องสลาย เมื่อเยอรมันตะวันตกได้รับรางวัลตอบแทนจากการบุกกระหน่ำอย่างหนักตลอดเกมด้วยการได้ลูกโทษที่จุดโทษ และเป็นอังเดรส เบรห์เม่ ที่รับหน้าที่ยิงลูกโทษที่สำคัญที่สุดในชีวิตทำหน้าที่ไม่พลาดยิงเสียบเสาชนิดที่จอมเซฟจุดโทษอย่างกอยโกเชียแม้จะพุ่งถูกทางก็ต้องป้องกันไม่สำเร็จ ทำให้เยอรมันตะวันตกขึ้นนำ 1-0 และอาร์เจนติน่าก็มาจบสิ้นความหวังในการตีเสมอเมื่อเมื่อเดซอตติโดนไล่ออกไปอีกคนในช่วงท้ายเกม

จบเกมเยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายล้างตาจากเมื่อสี่ปีก่อนเอาชนะไปได้ 1-0 คว้าแชมป์โลกสมัยที่สามมาครองได้สำเร็จ และนับเป็นครั้งแรกที่ทีมจากยุโรปเอาชนะทีมจากอเมริกาใต้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก รวมถึงเป็นครั้งแรกที่ทีมแพ้ในรอบชิงฯ ไม่สามารถทำประตูได้อีกด้วย

และฟรานซ์ เบคเคนบาวร์ ก็กลายเป็นคนแรกที่ได้ตำแหน่งแชมป์โลกทั้งในฐานะกัปตันทีมและผู้จัดการทีม และเจ้าซูเปอร์แมน โลธาร์ มัทเทอุส ก็เป็นผู้นำลูกทีมเยอรมันตะวันตกขึ้นรับถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพ ก่อนจะชูขึ้นเหนือศีรษะเป็นการประกาศว่า เยอรมันตะวันตกคือทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกในช่วงฤดูร้อนปีนี้

สรุป   แชมป์คือ เยอรมันตะวันตก รองแชมป์  อาร์เจนตินา  อันดับ 3  อิตาลี

ดาวซัลโว ได้แก่   ซัลวาตอเร สคิลลาชี (อิตาลี) 6 ประตู

ประวัติ ฟุตบอลโลกครั้งที่ 11 ในปี 1978 จัดขึ้นที่ประเทศอาร์เจนตินา

ฟุตบอลโลก 1978

ฟุตบอลโลก 1978 เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างวันที่ 1-25 มิถุนายน ค.ศ. 1978 โดยอาร์เจนตินาได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพจากฟีฟ่าในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1966 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ผู้ชนะคืออาร์เจนตินาที่ชนะทีมเนเธอร์แลนด์ไป 3-1 หลังจากต่อเวลา การชนะครั้งนี้ของอาร์เจนตินาทำให้เป็นทีมที่ 5 ที่เป็นเจ้าภาพและเป็นผู้ชนะฟุตบอลโลก

 

ความโกลาหลในประเทศอาร์เจนตินาช่วงฟุจบอลโลก

เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในประเทศอีกครั้งเมื่อกลุ่มทหารอาร์เจนตินา นำโดย วีเดล่า นายพลใหญ่ได้ขับไล่ อิซเบล่า เปรัน ประธานาธิบดี ออกนอกประเทศ หลังจากถูกกล่าวหาว่าป็นตัวการคอรัปชั่นโกงกินชาติ   ประเทศอาร์เจนตินาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกทหาร แถมปะชาชนชาวอาร์เจนไตน์ราว 5,000 คน ก็ต้องสูญเสียชีวิต มีคนติดคุกและถูกทรมานอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ฟีฟ่าและบรรดาประเทศในยุโรปต่างกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเหลือเวลาอีกแค่สองปีก็ถึงมหกรรมศึกเวิลด์ คัพ ที่อาร์เจนตินาแล้ว

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทางการเมืองในประเทศอาร์เจนตินา จนเป็นที่เกรงกันว่าฟุตบอลโลกปี 1978 อาจจะไม่สามารถจัดขึ้นได้บนแผ่นดินอเมริกาใต้ในตอนแรก ขุนพลฟ้า-ขาวได้ประกาศศักดาคว้าแชมป์โลกสมัยแรกมาครอง ที่กรุงบูเอโนสไอเรส แม้จะมีเสียงครหาถึงกลโกงต่างๆ ที่เจ้าภาพงัดออกมาใช้ในครั้งนี้ก็ตาม  ปัญหาด้านความพร้อมเรื่องสถานที่จัดการแข่งขัน ทำให้ศึกเวิลด์ คัพ ครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุกทีเดียว ทีมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องกระจัดกระจายไปใช้สนามร่วมกับกลุ่มอื่น รวมทั้งหมดแล้วมีถึง 9 ทีมที่ต้องมาแข่งขันกันที่บูเอโนสไอเรส

 

ฟุตบอลโลก 1978

 

บราซิลยังคงเป็นว่าที่แชมป์

สำหรับทีมเต็งแชมป์ในครั้งนี้ นอกเหนือจากอาร์เจนตินา ภายใต้การนำทีมของ เซซ่าร์ หลุยส์ มิน็อตติ กุนซือสิงห์อมควันแล้ว “แซมบ้า” บราซิล ก็เป็นอีกทีมที่ได้รับความคาดหมายว่าจะกระชากถ้วยฟุตบอลโลกมาครอง หลังจากที่โชว์ฟอร์มในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด  ในการแข่งขันนัดเปิดสนาม “แชมป์เก่า” เยอรมันตะวันตก ซึ่งนำโดย มิชาเอล รุมเมนิกเก้ ทำได้เพียงเสมอกับ โปแลนด์ 0-0 ทำให้เป็นอีกครั้งที่ไม่มีสกอร์เกิดขึ้นในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา

 

ทว่าในช่วงบ่ายของวันถัดมา ตูนิเซีย ทีมนอกสายตาได้สร้างความฮือฮาด้วยการอัด เม็กซิโก 3-1นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของทีมจากทวีปแอฟริกา ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วย ขณะที่ในกลุ่ม 1 ก็เกิดเรื่องฮือฮาขึ้นเช่นกัน เมื่อ อิตาลีเฉือนชนะ ฝรั่งเศส 2-1 โดย แบร์กนาร์ ลาคอมป์ ของทีมตราไก่สร้างสถิติพังประตูที่เร็วที่สุดในฟุตบอลโลก ด้วยเวลาเพียง 31 วินาทีเท่านั้น

 

อาร์เจนตินาและ ฮังการี ก็เป็นอีก 2 ทีมที่อยู่ร่วมกลุ่ม 1 ทั้งสองลงสนามฟาดแข้งกันอย่างสนุก และในที่สุดเจ้าภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยยอดนักเตะอย่าง มาริโอ เคมเปส, เรเน่ เฮ้าส์แมน, ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส และ ดาเนียล พาสซาเรลล่า ก็เป็นฝ่ายชนะไป 2-1 โดยผู้เล่นฮังการีโดนไล่ออกถึง 2 คน ท่ามกลางความสะใจของแฟนบอลจำนวน 77,000 คนในวันนั้น

 

อีก 4 วันถัดมา อิตาลีเอาชนะ ฮังการีอย่างสบาย 3-1 ขณะที่เจ้าภาพก็ปราบ ฝรั่งเศส ลงได้เช่นกัน โดยความอนุเคราะห์ของ ฌอง ดูบาช์ ผู้ตัดสินชาวสวิส ที่ให้จุดโทษกับทีมฟ้า-ขาวในครึ่งแรก แต่ปฏิเสธจุดโทษของทีมตราไก่ในครึ่งหลัง ทำให้สกอร์จบลงด้วยอาร์เจนตินาชนะไป 2-1     อาร์เจนตินา ต้องมาตัดสินตำแหน่งแชมป์กลุ่มกับอิตาลี ในนัดสุดท้าย ซึ่งเป็นเกมสำคัญยิ่ง

 

ฟุตบอลโลก 1978

 

ทีมเต็งแชมป์ที่ผิดคาด

เนื่องจากหากทีมใดแพ้จะต้องไปแข่งที่ โรซาริโอ ทางตอนเหนือ ขณะที่ผู้ชนะจะได้เล่นในบูเอโนส ไอเรส ต่อไป และก็เป็นขุนพลมะกะโรนีที่ทำได้เยี่ยมกว่า โดย โรแบร์โต้ เบ๊ตเตก้า ซัลโวประตูโทนให้ แฟนบอลในสนามต้องเงียบกริบ และส่งเจ้าภาพไปยังโรซาริโอ จริงๆ  ขณะที่กลุ่ม 3 ออสเตรีย กลายเป็นทีมนำของกลุ่ม เมื่อเอาชนะ สเปน 2-1 ด้วยประตูอันสุดยอดของ ชัคเนอร์ ส่วนบราซิล เริ่มต้นฟุตบอลโลกได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อแพ้ต่อ สวีเดน และนัดต่อมาก็ทำได้แค่เสมอ สเปน 0-0

 

ก่อนที่ในนัดที่ 3 แซมบ้า พบกับออสเตรีย ที่เข้ารอบไปเรียบร้อยแล้ว แต่ บราซิล ก็ยังเล่นได้น่าผิดหวัง ยังดีที่อุตส่าห์เฉือนชนะได้ 1-0 ทำให้ได้ผ่านเข้ารอบ 2 ไปอย่างหวุดหวิด ต้องไปอยู่ในกลุ่ม บี ในรอบที่ 2    ส่วนกลุ่ม 4 สกอตแลนด์ ตั้งเป้าจะเสมอ 3 เกมรวด แต่ลูกทีมของ อัลลี่ แม็คลาวด์ ก็ต้องผิดหวัง เมื่อแพ้ต่อ เปรู 1-3 ก่อนที่จะเสมอ อิหร่าน 1-1 โดยนัดสุดท้ายต้องเจอกับ ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่ทีมขี้เมา จะฝากความประทับใจไว้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

และสกอตแลนด์ ก็ทำได้สมกับที่ตั้งใจ พลิกกลับมาชนะขุนพลแดนกังหันลม 3-2 นับเป็นการคว้าชัยเหนือฮอลแลนด์เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ซึ่งจุดโทษของ ร็อบ เรนเซ็นบริงค์ ในนัดนี้ ก็เป็นประตูที่ 1,000 พอดีในรอบสุดท้าย  ในรอบ 2 กลุ่ม เอ ประกอบไปด้วย เยอรมันตะวันตก, อิตาลี, ออสเตรีย และ ฮอลแลนด์ ส่วนกลุ่ม บี ประกอบไปด้วย อาร์เจนตินา, โปแลนด์, บราซิล และ เปรู

 

ฟุตบอลโลก 1978

 

นัดล้างตาของ 2 ทีมใหญ่

กลุ่ม เอ นั้น อิตาลี เสมอกับ เยอรมันตะวันตก 0-0 ในนัดแรก ขณะที่ฮอลแลนด์ถล่มออสเตรีย 5-1 ส่วนนัดที่ 2 เป็นการพบกันของคู่แค้นอย่างอินทรีเหล็กกับอัศวินสีส้ม และเสมือนกับเป็นการย้อนรำลึกถึงนัดชิงชนะเลิศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2 โดย ดิ๊ก นันนิงก้า ตัวสำรองของฮอลแลนด์ถูกไล่ออก หลังจากลงเหยียบสนามได้เพียง 9 นาที ขณะที่อิตาลีเฉือนชนะออสเตรีย 1-0 จากประตูของ เปาโล รอสซี่

 

ในนัดสุดท้าย ออสเตรีย ที่ตกรอบไปแล้วทิ้งทวนได้อย่างงดงาม เมื่อเอาชนะเยอรมันตะวันตก ทีมเพื่อนบ้าน 3-2 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี และการแพ้ในนัดนี้ก็ทำให้ปรมาจารย์ลูกหนังอย่าง เฮลมุท เชิน เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ประกาศวางมือจากการคุมทีมทันที หลังจากพาเยอรมันตกรอบ ส่วนอิตาลีจำเป็นต้องเอาชนะฮอลแลนด์ให้ได้ เพื่อโอกาสเข้าชิงชนะเลิศ พวกเขามีโอกาสอันสดใส จากการทำเข้าประตูตัวเองของ เออร์นี่ บันด์ทส์ กองหลังดัตช์ จนกระทั่งนาทีที่ 77 อารี ฮาน ซัดประตูตีเสมอส่งให้ขุนพลฟลายอิ้งดัตช์แมน ได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

 

ทีมที่มีโอกาสเข้าชิงชนะเลิศมากที่สุด

ขณะที่ในกลุ่ม บี เป็นการดวลกันระหว่าง อาร์เจนตินากับ บราซิล 2 ทีมที่มีโอกาสเข้าชิงชนะเลิศมากที่สุด โดยเกมแรก ขุนพลแซมบ้าชนะเปรู 3-0 ส่วนทีมฟ้า-ขาวเอาชนะโปแลนด์ 2-0 จากการเหมายิงของเคมเปส ขณะที่ เดย์น่า ฉลองการติดทีมชาติครบ 100 นัดด้วยการซัดจุดโทษพลาด

และจากการเล่นในนัดที่ 2 ที่ อาร์เจนตินา เสมอ บราซิล 0-0 ทำให้ทั้งคู่ต้องมาตัดสินการเข้ารอบกันที่นัดสุดท้าย โดยบราซิล ชนะ โปแลนด์ 3-1 ทำให้เจ้าภาพต้องยิงไม่ต่ำกว่า 4 ประตู ถึงจะเข้าชิงชนะเลิศ และอาร์เจนตินาก็ทำได้เกินเป้า เมื่อไล่ถล่ม เปรู ที่สิ้นหวังแล้วไปถึง 6-0 ท่ามกลางความกังขาจากฝ่ายแซมบ้า

 

ฟุตบอลโลก 1978

 

ฟุตบอลโลก 1978  นัดชิงชนะเลิศ

เกมนัดชิงชนะเลิศ ยังไม่ทันเริ่มแข่งขัน เจ้าภาพก็ทำป่วนเมื่อขอร้องให้ เรเน่ ฟาน เดอร์ เคอร์คอฟ ถอดเฝือกที่แขนที่เป็นปูนปลาสเตอร์ออก ทำเอา รุด ครอล กัปตันทีมดัตช์ ฉุนจัดนำลูกทีมเดินออกจากสนาม แต่ แซร์โจ้ โกเนลล่า ผู้ตัดสินชาวอิตาเลียน ก็ทำให้การแข่งขันเริ่มขึ้นได้ แม้ต้องล่าช้าออกไปกว่า 10 นาทีก็ตาม

 

การแข่งขันนัดชิง ถูกถ่ายทอดไปกว่า 90 ประเทศ ฮอลแลนด์ เริ่มต้นได้ไม่ดี และรับใบเหลืองไปถึง 3 คน ขณะที่ฝั่งเจ้าภาพโดนไป 2 ราย จนถึงนาทีที่ 38 อาร์เจนตินา ก็มาได้ประตูแรก เมื่อ เคมเปส ได้บอลจาก ลีโอ โปลโด ลูเก้ ก่อนจะเลี้ยงฝ่าแนวรับอัศวินสีส้มเข้าไปยิงประตูให้ขุนพลฟ้า-ขาวนำ 1-0 ในครึ่งแรก

 

ครึ่งหลัง ฮอลแลนด์ ก็ยังเล่นกันได้ไม่ดี แต่ก่อนหมดเวลา 7 นาที นันนิงก้า ก็โขกพังประตูตีเสมอได้สำเร็จ และ ทีมอัศวินสีส้ม น่าจะได้แชมป์โลกไปครอง แต่ลูกยิงของ เรนเซนบริง กลับพุ่งไปชนเสากระดอนออกมาอย่างน่าเสียดาย ทำให้เกมจบ 90 นาทีลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลานี้เอง เคมเปส ก็ได้กลายเป็นฮีโร่ของคนทั้งชาติ เมื่อจัดการซัด 1 ประตู และผ่านให้ แบร์โตนี่ ยิงอีก 1 ลูก ทำให้จบการแข่งขัน อาร์เจนตินา ชนะ ฮอลแลนด์ 3-1 คว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยแรก ท่ามกลางความยินดีและการเฉลิมฉลองของแฟนบอลอาร์เจนไตน์ จนทำให้ลืม ปัญหาทางการเมืองอันเลวร้ายไปอย่างหมดสิ้น และตอกย้ำให้เห็นว่า อย่างไรเสียประเทศเจ้าภาพก็อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบคู่แข่งอยู่เสมอ

เล่นดีต้องชม ซาร์รี่ชมโอดอยฟอร์มดีจริง

เมาริซิโอ ซาร์รี่ เฮดโค้ชของ ทีม สิงโตน้ำเงินคราม  เชลซี กล่าวชื่นชม คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย ปีกดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่พวกเขาเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-0 เมื่อวันพุธที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา โดยยอดนักเตะดาวรุ่งทำผลงานได้ดีมาตลอดในระยะหลัง และมีชื่อไปติดทีมชาติอังกฤษแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้านเฮดโค้ชใหญ่ ของเชลซี ซาร์รี่ ยังเผยว่า ยังไม่การันตีตำแหน่งตัวจริงของเจ้าตัวแต่อย่างใด

ศึกหนีตาย ชาลเก้ เฉือนหวิว ฮันโนเวอร์

การเเข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี  ที่ สนาม เอชดีไอ อารีน่า ระหว่าง ฮันโนเวอร์ 96 ลงสนามพบ ชาลเก้ 04

ผลปรากฏว่า เจ้าบ้าน ฮันโนเวอร์พ่ายไป 0 -1

ฮันโนเวอร์   ที่จมอยู่อันดับบ๊วยของตาราง เปิดบ้าน เอชดีไอ อารีน่า  โดยวางสองกำลังหลัก เฮนดริค วีดันด์ท และ นิโคไล มุลเลอร์ รับมือ ราชันสีนำเงิน  ชาลเก้ 04   ผลปรากฎว่า ชาลเก้ บุกไปเฉือน ฮันโนเวอร์ 1-0 โดยทีมเยือนได้ประตูจาก ซูอัต เซอร์ดาร์ นาทีที่ 39      ทำให้ ชาลเก้ มี 26 คะแนนจาก 27 นัดอยู่ที่ 14 ขณะที่ ฮันโนเวอร์ มี 14 แต้มรั้งบ๊วยของตารางต่อไป และจ่อที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้

มาเน่สุดภูมิใจ มาไกลสุดฝัน

ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าชื่อดังของสโมสร หงส์แดง  ลิเวอร์พูล  เปิดเผยความรู้สึกกับเรื่องชีวิตต้องสู้ของตัวเองว่าภูมิใจสุดๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้  เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นแค่เด็กข้างถนน แต่วันนี้กลับเติบโตสู่แข้งระดับทวีปของแอฟริกา และกำลังมีส่วนร่วมในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมาเน่ ให้สัมภาษณ์กับ ‘เดลี่ มิร์เรอร์’ สื่อชื่อดังจากอังกฤษ ถึงการต่อสู้บนเส้นทางนักเตะอาชีพ ที่ปากกัดตีนถีบจากลูกหนังโนเนมในประเทศเซเนกัลบ้านเกิดของตนเองก้าว เข้าสู่ยุโรปกับสโมสรในฝรั่งเศส, ออสเตรีย กระทั่งเติบโตถึง เซาธ์แฮมป์ตัน และปัจจุบันคือหัวใจเกมรุก ‘หงส์แดง’   การทำได้ถึง 11 ลูกจากการลงสนาม 11 นัดหลังทุกรายการทั้งระดับสโมสร-ทีมชาติ รวมถึงมีลุ้นแชมป์ซึ่งถือว่าแข่งขันสุดโลกอย่างลีกสูงสุดอังกฤษ หรือ ยูฟ่า ชปล. ล้วนเพราะความเพียรของตัวเองทั้งนั้น ทำให้ตนเองภูมิใจเป็นอย่างมาก